News
Our strategists will help you set an objective and choose your tools, developing a plan that is custom-built for your business.
01
พ.ค. - 2019
การจัดการโรคบิด (coccidiosis) ในสัตว์ปีกโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกผู้ผลิตต่างต้องการเลี้ยงไก่ให้มีสุขภาพที่ดีและมีความสม่ำเสมอของฝูงที่ดี นอกจากนี้ยังต้องผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเฉพาะในเรื่องของเชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ แต่เดิมมีการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ionophores (anticoccidial), bacitracin methylene disalicylate, tylosin phosphate และ virginiamycin เพื่อเป็น growth promotor และเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ว่ายากลุ่ม ionophore จะไม่ได้ใช้ในคน แต่ก็จัดเป็นยาปฏิชีวนะ ซึ่งทาง EU ได้มีการห้ามผสมยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ปีก เนื่องจากตอนนี้ทางทั่วโลกได้มีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็น “antibiotic free” มากขึ้น ดังนั้นจึงต้องการผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนยาปฏิชีวนะในการควบคุมโรคบิด (coccidiosis) และเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร เช่น prebiotic, essential oil, sapronin หรือ saprogenine (yucca/quilaja), acidifier, activated vitamin C ที่ผสมกับ organic acids โดย essential oil และ sapronin มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อบิดได้อย่างมีนัยสำคัญ

วัตถุประสงค์ของ anticoccidial program คือ เพื่อควบคุมความรุนแรงของภาวะ coccidiosis และปัญหาที่ลำไส้ถูกทำลายในระยะแรก โดยความรุนแรงในการทำลายลำไส้จะสัมพันธ์กับสายพันธุ์ของเชื้อ ปริมาณเชื้อ ความถี่และระยะเวลาที่ได้รับเชื้อ ภาวะ coccidiosis แม้จะเป็นในกรณีที่ไม่รุนแรง แต่ก็ส่งผลเสียต่อ FCR, น้ำหนักตัว, ความสม่ำเสมอของฝูง (uniformity), pigmentation และทำให้อัตราการตายสูงขึ้น โดยเชื้อบิด (coccidia) จัดเป็นโปรโตซัวกลุ่ม Eimeria spp. ซึ่งจะติดเชื้อเข้าไปในลำไส้ของสัตว์ปีก ระดับความรุนแรงและสายพันธุ์ของเชื้อบิดจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ anticoccidial program การจัดการ และอายุของสัตว์ปีก

ภาวะ coccidiosis ในสัตว์ปีกถูกควบคุมโดยการใช้ยากันบิดผสมในอาหาร (แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดยาปฏิชีวนะจะไม่ใช้ยากลุ่ม ionophore) หรือวัคซีนบิดเชื้อเป็น ในส่วนของยากันบิดนั้นจะไปออกฤทธิ์ต่อเชื้อบิดโดยตรง ผลของการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความไวของยากันบิดซึ่งแตกต่างกันไป โดยยากันบิดจะแบ่งกว้างๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ chemical และ ionophore

ในปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีการอนุญาตให้ใช้ยากันบิดที่ไม่อยู่ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ ได้แก่ diclazuril, clopidol, amprolium, robenidine, zoalene, decoquinate และ nicarbazin ทั้งยาและโปรแกรมวัคซีนจะต้องอาศัยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยการประเมินประสิทธิภาพการควบคุมเชื้อบิดและระบบภูมิคุ้มกันจะต้องประเมินจากประสิทธิภาพ ปริมาณของ oocyst ในวัสดุรองพื้นและมูลไก่ เชื้อบิดกลุ่ม Eimeria จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี โดยในแต่ละ cycle ของบิดในตัว host จะกระตุ้นให้ไก่มีภูมิคุ้มกันมากขึ้นอีกด้วย

การพัฒนาของ self-limiting immunity เป็นวัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมการควบคุมเชื้อบิด ทั้งการให้ยากันบิดหรือการให้วัคซีน การให้ยากลุ่ม chemical ที่มี sensitivity สูงจะไปลดการแพร่กระจายของ oocyst และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อบิด ส่วนการให้ยากลุ่ม ionophore หรือ chemical ที่มีการดื้อยาบ้าง จะไปควบคุมเชื้อบิดบางส่วนทำให้มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า เนื่องจากยังสามารถแพร่กระจาย oocyst มากระตุ้นระบบ-ภูมิคุ้มกันได้ โดยการแพร่กระจายของ oocyst จะเพิ่มขึ้นมากสุดที่ 28-35 วัน และพบว่ายากันบิดส่วนมากจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์ที่อย่างน้อย 6-7 สัปดาห์

ปัญหาหลักของการใช้ยากันบิด คือ การเกิดภาวะดื้อยา ซึ่งการหมุนเวียนหรือพักการใช้ยาจะช่วยลดภาวะดื้อยาลงได้ แต่ถ้าหากเกิดภาวะดื้อยาไปแล้วก็อาจต้องใช้เวลาในการหยุดยาชนิดนั้นนานเป็นปีจึงจะสามารถกลับมาใช้ได้ เนื่องจากความต้องการของการเลี้ยงไก่ที่ปลอดยาปฏิชีวนะเพิ่มมากขึ้นและมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะดื้อต่อยากันบิด จึงมีการหันมาใช้วัคซีนบิดมากขึ้น โดยโปรแกรมวัคซีนจะใช้เป็นวัคซีนเชื้อเป็น (live oocyst) จะให้ด้วยวิธีการสเปรย์ที่โรงฟักหรือรูปแบบเจล (gel puck) วางในกล่องลูกไก่ หรือการให้วัคซีนในลักษณะ in-ovo ซึ่งวิธีการนี้จะสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างมานั้นจะสามารถป้องกันลูกไก่ที่อายุ 14 วันเป็นต้นไป

วัคซีนบิดจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ non-attenuated และ attenuated โดยวัคซีนแต่ละชนิดจะประกอบด้วย E.acervulina, E.maxima และ E.tenella การทำวัคซีนประเภท non-attenuated พบว่าการแพร่กระจายของ oocyst จะเริ่มที่อายุ 7 วันและจะเพิ่มสูงสุดในช่วง 18-28 วัน จากนั้นจะเริ่มลดลง ส่วนวัคซีนประเภท attenuated จะมีการแพร่กระจายของ oocyst ตั้งแต่วันแรก โดยระดับ peak ของการแพร่กระจาย oocyst จะต่ำกว่าแต่อยู่ไก่นานกว่าวัคซีนประเภท non-attenuated นอกจากนี้ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายของ oocyst ได้แก่ การจัดการ โปรแกรมการใช้ยา สายพันธุ์ ข้อจำกัดและการใช้วัคซีน

การป้องกันบิดที่มีประสิทธิภาพสาหรับอุตสาหกรรมไก่เนื้อนั้น anticoccidial จะต้องเป็นตัวที่ออกฤทธิ์กว้างและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งเกณฑ์ในการเลือกใช้ anticoccidial นั้นจะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ sensitivity ความสามารถในการกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกัน และ toxicity รวมถึงราคาด้วย

มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 ชนิดที่ได้ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการเป็น anticoccidial ได้แก่ saponin หรือ sapogenines (ซึ่งได้มาจาก yucca/quillaja) และ essential oil จากการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์ saponin สามารถลด E.acervulina, E.maxima, E.tenella, E.brunetti และ E.mitis ได้เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ยา โดยจะออกฤทธิ์ต่อ E.tenella ได้ดีที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของการใช้วัคซีนบิดซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อเป็น นั่นหมายถึงไก่จะเกิดการติดเชื้อบิด ดังนั้นจึงได้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะร่วมกับการให้วัคซีนบิด โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจากตัวผลิตภัณฑ์ ขนาดและระยะเวลาในการให้ จากการศึกษาทดลองให้ pure essential oil oregano ร่วมกับการ challenge เชื้อบิดหลายสายพันธุ์ในไก่ทดลอง พบว่าสามารถลดรอยโรคได้ นอกจากนี้อีกหนึ่งเกณฑ์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ คือ ผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องไม่ไปรบกวนระบบภูมิคุ้มกัน โดบพบว่า oregano ช่วยลดปริมาณ oocyst ได้อย่างมีนัยสำคัญ และสัมพันธ์กับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อบิด ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะใช้ผลิตภัณฑ์นี้ในช่วงแรกหลังการให้วัคซีนบิด ควรใช้ใน grower feed หลังการให้วัคซีนบิดซึ่งมีการสร้างภูมิคุ้มกันไปแล้วระยะหนึ่ง

การเลี้ยงไก่โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะต้องคำนึงถึงโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ลำไส้ด้วย เพราะถ้าหากมีการติดเชื้อบิดและแบคทีเรียร่วมกันจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก จากการสำรวจทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาพบว่าโรคในสัตว์ปีกที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ coccidiosis และอันดับสองรองลงมาคือ necrotic enteritis ซึ่งการที่ลำไส้ถูกทำลายโดยเชื้อบิดหรือจากภาวะเครียดจะทำให้เกิดการติดเชื้อ Clostridium perfringens และ necrotic enteritis โดยพบว่าการเกิด necrotic enteritis จะมี Clostridium perfringens และ E.maxima เป็นสาเหตุโน้มนำ โดยเฉพาะในไก่ที่มีการทำวัคซีนหรือการให้ยากันบิดที่ล้มเหลว ซึ่งทำให้ลำไส้ถูกทำลาย เกิดการติดเชื้อ Clostridium perfringens และ necrotic enteritis ทั้งแบบแสดงอาการและไม่แสดงอาการ นำไปสู่การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาบิดและ necrotic enteritis

แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง

– Mathis, G. 2018. Managing coccidiosis in birds raised without antibiotics. 64th Western Poultry Disease Conference. [Online]. Available: https://zootecnicainternational.com/poultry-facts/managing-coccidiosis-birds-raised-without-antibiotics

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *