News
Our strategists will help you set an objective and choose your tools, developing a plan that is custom-built for your business.
04
ส.ค. - 2020
เก๊าท์ในสัตว์ปีก

สัตว์ปีกในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมหลายอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในแง่ของการผลิตเนื้อสัตว์และไข่ให้ดีขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวไก่ ได้แก่ โภชนาการ การจัดการ และสุขภาพของสัตว์ จำเป็นต้องเหมาะสมที่สุด เพื่อส่งผลให้ไก่สามารถแสดงศักยภาพทางพันธุกรรมในระดับสูงสุดและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  การมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงพันธุ์โดยใช้การผลิตเนื้อและไข่เป็นตัวชี้วัด โดยมองข้ามความสำคัญของอวัยวะภายในทำให้เกิดความผิดปกติของการเมตาบอลิซึม (metabolic disorders) ในสัตว์ปีกมากขึ้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้ปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพผิดปกติอาจเกิดจากการทำงานที่ไม่เหมาะสมของอวัยวะได้แก่ ไต ตับ หัวใจ และปอดได้

ไตเป็นหนึ่งในอวัยวะภายในสำคัญที่ทำหน้าที่เมตาบอลิซึมและขับของเสียออกมา เพื่อรักษาสมดุลองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในร่างกาย  ร่วมกับการควบคุมความดันโลหิต ปริมาณเลือด การรักษาของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ การทำงานของไตจะได้รับผลกระทบเมื่อเป็นโรคหรือเกิดความผิดปกติของระบบในร่างกาย  หนึ่งในความผิดปกติของการเมตาบอลิซึมที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของไตในสัตว์ปีก คือ โรคเก๊าท์

ประเภทของโรคเก๊าท์

กรดยูริคเป็นผลผลิต (end product) จากการเมตาบอลิซึมพิรีน (purine)และโปรตีนในสัตว์ปีก กรดยูริคก่อตัวขึ้นในตับและขับออกมาทางไต สัตว์ปีกเป็น uricotelic ไม่มีเอมไซม์ยูริคเอส (uricase) ก่อนที่จะกำจัดยูริคออกจากร่างกาย จะมีการดูดน้ำกลับคืนได้เกือบหมด และการกำจัดกรดยูริคจะถูกขับมาพร้อมกับมูล ทำให้มูลมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว (semisolid)ความผิดปกติใดๆที่ส่งผลกับการขับกรดยูริคจะโน้มนำไปสู่โรคเก๊าท์ ดังนั้นโรคเก๊าท์สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการผลิตกรดยูริคมากเกินความสามารถของไตในการขับออก หรือเนื่องจากการทำงานของไตที่ถูกทำให้ไม่สามารถขับกรดยูริคที่ผลิตออกมาได้ (มักพบว่าเกิดจากสาเหตุหลังมากกว่า) นอกจากนี้การขับออกของกรดยูริคที่ลดลงนำไปสู่การสะสมในเลือดและของเหลวในร่างกายสิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสให้เกิดการตกตะกอนของยูริคในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง อาจตายจากกรดยูริคในเลือดสูง และ/หรือ จากการสะสมของกรดยูริคในเนื้อเยื่อจนทำให้เกิดความเสียหาย

เราสามารถแบ่งประเภทของโรคเก๊าท์ตามบริเวณที่กรดยูริคสะสม ออกเป็น

Visceral gout : การสะสมของผลึกกรดยูริคในอวัยวะภายในเช่นไตตับหัวใจและลำไส้ซึ่งพบได้บ่อยและเป็นรูปแบบเฉียบพลัน ทำให้เกิดการตายอย่างมากในสัตว์ปีก (15-35%)มักพบในสัตว์ปีกอายุน้อย

Articular gout : การสะสมของผลึกกรดยูริคในข้อต่อเอ็นและปลอกเอ็นเป็นโรคเก๊าท์ชนิดเรื้อรัง และมีความบกพร่องทางพันธุกรรมมักไม่ค่อยเห็นในสัตว์ปีก

โรคเก๊าท์ ทั้งสองประเภทจะพบผลึกสีขาว ที่เรียกว่า tophi และเมื่อวัดระดับของกรดยูริคในกระแสเลือดในสัตว์ปีกที่เป็นโรคเก๊าท์ อาจมีค่าสูงถึง 44 mg/100 ml(ปกติ 5-7 mg/100 ml)

อาการของโรคเก๊าท์

มีอาการแสดงออกทั่วไปและไม่เฉพาะเจาะจง เช่น พบอาการ ซึม กินอาหารลดลง ขนยุ่ง ผอมแห้ง อ่อนแรง ตูดแฉะ ลำไส้อักเสบ ซึ่งไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าเป็นโรคเก๊าท์ การวินิจฉัยที่เฉพาะเจาะจงคือ การผ่าซากแล้วพบการสะสมของผลึกยูเรตในอวัยวะภายในรวมถึงมีการขยายตัวผิดปกติของอวัยวะภายใน ถุงน้ำดีและการขยายใหญ่ของไตจากการสะสมของยูเรต

สาเหตุของโรคเก๊าท์

มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องในสาเหตุของโรคเก๊าท์ ได้แก่ โภชนาการ การติดเชื้อ การจัดการ และปัจจัยอื่นๆ เป็นต้น

โภชนาการ

แร่ธาตุ

•อัตราส่วน แคลเซียม: ฟอสฟอรัส –อาหารที่มีแคลเซียมที่สูง ฟอสฟอรัสต่ำ ทำให้เกิดการตกผลึกของแคลเซียม-โซเดียม-ยูเรต (calcium-sodium-urate crystals)ฟอสฟอรัสทำหน้าที่ให้ในปัสสาวะเป็นกรดและฟอสฟอรัสต่ำจะทำให้การก่อตัวของผลึกเกลือยูเรตมากขึ้น

•โซเดียม-โซเดียมทำให้ไตทำงานหนักและเกิดพิษต่อไต การใส่โซเดียมไบคาร์บอเนตมากเกินไปจะเพิ่มความเป็นด่างของปัสสาวะทำให้เกิดนิ่วในไตน้ำกระด้างที่มีปริมาณเกลือสูงจะทำให้ไตทำงานหนัก

•ซัลเฟต -ลดการดูดกลับของแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมเกิน

วิตามิน

•ระดับของวิตามิน D3 สูงเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ซึ่งเป็นผลส่งเสริมให้เกิดการจับตัวของผลึกยูเรต

•การขาดวิตามินเอเป็นเวลานานทำให้เกิดการลอกของเยื่อบุผิวท่อไตและเกิดการอุดตันตามมาทำให้เกิดการสะสมของเกลือยูเรตในไตอย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์เนื่องจากวิตามินในภาคสนามพบไม่บ่อยนัก

โปรตีน

•ไตที่ปกติจะไม่ได้รับผลกระทบจากระดับโปรตีนในอาหารที่สูงอย่างไรก็ตามในกรณีที่ไตเกิดความเสียหายอยู่แล้วอาหารที่มีโปรตีนหยาบ(crude protein) มากกว่าร้อยละ30 อาจเป็นอันตรายได้สิ่งนี้นำไปสู่การผลิตกรดยูริคที่มากเกินไปซึ่งจะส่งผลลบต่อการทำงานของไต

•การเพิ่มโปรตีนด้วยการปลอมปนยูเรีย เพื่อเป็นการเพิ่มองค์ประกอบของไนโตรเจน ส่งผลให้เพิ่มการผลิตกรดยูริคเมื่อประกอบกับไตที่มีความเสียหาย จะสามารถนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้

การติดเชื้อ

การติดเชื้อไวรัส

•ไวรัสหลอดลมอักเสบติดต่อ (IBV) –ไวรัสหลอดลออักเสบติดต่อ สายพันธุ์ที่มีผลต่อไต (nephropathogenic strains of IBV) ส่งผลกระทบต่อไตที่นำไปสู่การเกิดการอักเสบ ทำให้อัตราการตายสูง

•Avian astrovirus –ไวรัสนี้มีสองสายพันธุ์คือ avian nephritis virus(ANV) และ chicken astrovirus (CAstV)ทั้งสองชนิดมีผลทำลายที่ไต ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต นำไปสู่การสะสมกรดยูริคในส่วนต่างๆของร่างกายพบว่าในลูกไก่SPF ที่ติดเชื้อ ANVจะเกิดภาวะไตอักเสบเฉียบพลันและรอยโรคที่ไตในทำนองเดียวกันงานทดลองป้อนเชื้อCAstVแก่ลูกไก่SPFก็ทำให้เกิดอาการเก๊าท์ได้นอกจากนี้ยังสามารถแยกเชื้อ CAstV ได้จากลูกไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มโดยไวรัสกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อทางvertical ได้

•โรคกัมโบโร(IBD) -ถึงแม้จะไม่มากนักแต่พบว่าโรคนี้ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้

สารพิษจากเชื้อรา

•Ochratoxin, citrinin และยาฆ่าแมลง : ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างจำนวนมากมีผลต่อเนื้อเยื่อไตทำให้เกิดการอักเสบของไตและท่อไต

การจัดการ

การให้น้ำ

•อุณหภูมิกกที่ไม่เหมาะสม –อุณหภูมิกกที่สูงหรือต่ำเกินไป ความร้อนหรือหนาวจัด มีผลต่อการกินน้ำของไก่ และเพิ่มโอกาสในการเกิดโรค

•จำนวนกระติกน้ำ/ไม่เพียงพอ

•ความสูงของอุปกรณ์ให้น้ำ ระดับและจำนวนหัวนิปเปิลที่ไม่เหมาะสม

•การอดน้ำก่อนให้วัคซีน

•ค่า pH ของน้ำต่ำเกินไป ทำให้ไก่กินน้ำลดลงหรือเกิดการระคายเคืองเยื่อบุผิว

ปัญหาการจัดการอื่นที่ต้องพิจารณาอันจะส่งผลต่อการกินน้ำ จะรวมไปถึงการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาอุณหภูมิความชื้นและการไหลเวียนของอากาศที่ถูกต้อง

สาเหตุอื่น

ยาและสารเคมี

•ยาปฏิชีวนะที่ถูกขับออกทางไต ทำให้ไตทำงานมากขึ้น รวมไปถึงการให้ยาในปริมาณสูงกว่าที่กำหนด

•ฟีนอลและอนุพันธ์ของครีซอล เมื่อใช้อย่างไม่ถูกต้องจะมีพิษที่ตกค้างในไต

•ปริมาณทองแดงซัลเฟตในน้ำที่สูงสามารถนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้ จากการกินน้ำของไก่ที่ลดลง

•การอุดตันในท่อไตของไก่เป็นสาเหตุที่อาจโน้มนำให้เกิดโรคได้

การป้องกันและควบคุมโรคเก๊าท์

มาตรการป้องกันควรประกอบด้วยวิธีการแบบองค์รวมที่มีต่อการจัดการโรคเก๊าท์ตั้งแต่ระดับพ่อแม่พันธุ์จนถึงฟาร์มไก่กระทง

การจัดการด้านสุขภาพ :โรค

•จัดโปรแกรมการทำวัคซีนโรคหลอดลมอักเสบ (IB) ทั้งในผู้พ่อแม่พันธุ์และในไก่กระทงให้เหมาะสมกับพื้นที่ในเขตที่มีโรคหลอดลมอักเสบเป็นโรคประจำถิ่น การทำสเปรย์วัคซีนที่โรงฟักที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการทำวัคซีนที่มีสายพันธุ์ที่มีผลกับไต (nephrotropicstrain) ที่อายุ1หรือ 4วันร่วมด้วยจะให้ผลดียิ่งขึ้นในไก่กระทง

•พิจารณาทำวัคซีนavian astrovirus (ทั้ง ANV และCAstV)ในฝูงพ่อแม่พันธุ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสสู่ลูก(vertical transmission)

•มีการจัดการสารพิษจากเชื้อราในอาหารตั้งแต่การคัดกรองวัตถุดิบที่เหมาะสมและการเก็บรักษาวัตถุดิบเหล่านั้น มีการเติมสารจับสารพิษจากเชื้อรา(toxin binder) ที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม

•การใช้ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ สารเคมี ยาฆ่าแมลง จะต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อลดภาระการทำงานของไต

การจัดการโรงฟัก

•การเก็บและจัดการไข่ก่อนเข้าฟัก การสภาพแวดล้อมในการฟัก ทั้งอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสียน้ำที่มากเกินไป

•เมื่อลูกไก่ฟักออกจากมาแล้วไม่ควรเก็บลูกไก่ไว้นานโดยไม่ให้น้ำและไม่ขนส่งไกลจนเกินไป

การจัดการอาหารและน้ำ

•อาหารที่ให้ต้องมีการจัดอัตราส่วนของแคลเซียม :ฟอสฟอรัสที่สมดุล

•ปรับสมดุลอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะการให้ปริมาณโซเดียมในอาหารและน้ำรวมกันไม่เกิน0.5%ลดการให้โซเดียมไบคาร์บอเนตในกรณีที่เกิดโรคเก๊าท์ ส่วนการเติมอิเล็กโทรไลต์เพิ่มในน้ำที่ไก่กินจะช่วยในการล้างผลึกกรดยูริค สามารถควบคุมการตายได้ในระดับหนึ่งการให้กินสารละลายน้ำตาล (น้ำเชื่อม)ก็มีประโยชน์เช่นกัน

•ระมัดระวังอาหารที่มีการเพิ่มโปรตีนด้วยการปลอมปนด้วยยูเรีย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มการผลิตกรดยูริคควรทำการเจือจางอาหารสัตว์เมื่อเป็นโรคเก๊าท์ด้วยการเพิ่มสัดส่วนหรือเปลี่ยนวัตถุดิบทดแทนด้วยวัตถุดิบที่มาจากธัญพืชล้วน(ข้าวโพดบด)เป็นเวลา3-5 วันเพื่อลดการทำงานของไตในการขับกรดยูริค

•จำนวนอุปกรณ์ให้น้ำต้องเพียงพอและมีน้ำตลอดเวลา

•การเพิ่มสภาวะเป็นกรด เช่น เติมน้ำส้มสายชู โพแทสเซียมคลอไรด์ แอมโมเนียมคลอไรด์ และแอมโมเนียมซัลเฟตในน้ำอาหารสัตว์เพื่อการลดอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์

ข้อสรุป

การจัดการพ่อแม่พันธุ์พร้อมกับการจัดการฟาร์มและโรงฟักเป็นอีกจุดสำคัญในการป้องกันโรคเก๊าท์ควรมีการจัดการและมีอุปกรณ์การให้น้ำที่เพียงพอ เพื่อการลดการการแห้งน้ำ การขาดน้ำระหว่างเลี้ยง นอกจากนี้อาจพิจารณาเติมสารต่างๆ เพื่อปรับสมดุลของแร่ธาตุและอิเล็คโตรไลต์ การเพิ่มหรือกระตุ้นการกินน้ำก็เป็นการลดความเสียหายจากการเกิดโรค

แปลและเรียบเรียงโดย           สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง                     Mitchell,A. 2015.Gout management in poultry. [Online]. Available: https://thepoultrysite.com/articles/gout-management-in-poultry

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *