Posted on

การเฝ้าระวังโรคหลอดลมอักเสบติดต่อเชิงรุกจำเป็นสำหรับการควบคุมโรค

โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (infectious bronchitis: IB) สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ RNA virus ในสกุล Gammacoronavirus ไวรัสก่อโรคประกอบด้วยหลากหลายซีโรไทป์ เช่น Massachusetts, Connecticut, 4/91 และ QX เป็นต้น สามารถติดต่อและแพร่โรคจากการสัมผัสกับไก่ป่วยหรือสัตว์พาหะ โดยการหายใจและการกิน ไก่ป่วยจะขับไวรัสปนมากับอาหาร น้ำ และสิ่งรองนอน ในไก่พันธุ์สามารถถ่ายเชื้อไวรัสผ่านไข่ได้ การแพร่กระจายโรคในฝูงเกิดได้อย่างรวดเร็ว ไก่เล็กที่ติดเชื้อจะพบอาการซึม มีเสียงหวัด หายใจมีเสียงดัง เยื่อตาอักเสบ ตาเปียกแฉะ ไซนัสบวม มีน้ำมูก ฟุบนอนหมอบ ไก่ป่วยจะตายด้วยระบบหายใจล้มเหลว บางสายพันธุ์ทำให้ไตอักเสบร่วมด้วย ในกรณีไก่ไข่และไก่พันธุ์ อาจแสดงอาการทางระบบหายใจไม่เด่นชัด ส่วนใหญ่จะพบรังไข่อักเสบ ไข่ลด ไข่ลักษณะผิดปกติ บิดเบี้ยว ไข่ขาว เหลว หลังจากฟื้นโรคอัตราการไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ มีอัตราการตายต่ำหากไม่มีโรคแทรกซ้อน นอกจากนี้ไวรัส IB บางสายพันธุ์ก่อโรคที่ระบบสืบพันธุ์ ส่งผลให้ท่อนำไข่และรังไข่ไม่เจริญเติบโต ไก่เหล่านี้มักไม่ให้ไข่เมื่อถึงระยะให้ ผลผลิต (false layer) และพบถุงน้ำที่ท่อนำไข่ (cystic oviduct) ทำให้พบลักษณะท้องป่องคล้ายไก่ท้องมาน จนไก่มีท่ายืนผิดปกติ (penguin like stance) 

รูปภาพ ลักษณะไข่ผิดรูปและสีเปลือกซีด หรือไข่เปลือกนิ่ม พบไข่ขาวเหลวเป็นน้ำ 

ทั้งนี้การป้องกันโรคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งเรื่องของการจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรือนให้เหมาะสม เข้มงวดระบบป้องกันโรคภายในฟาร์มและการทำวัคซีน ซึ่งจากการที่ไวรัส IB ประกอบด้วยหลากหลายซีโรไทป์ ดังนั้นการเลือกวัคซีนที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยการที่จะเลือกวัคซีนที่ เหมาะสมได้นั้นเราต้องทราบว่าในบริเวณพื้นที่ที่ฟาร์มของเราตั้งอยู่มีไวรัส IB สายพันธุ์ใดกำลังระบาดเสียก่อน 

การเฝ้าระวังโรคเชิงรุกจึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่มีความจำเป็นในการควบคุมโรค แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากไวรัส IB มีความคงตัวต่ำ ไก่ที่มีสุขภาพดีสามารถติดเชื้อไวรัสได้ โดยจะพบไวรัสปริมาณสูงสุดก่อนที่เราจะเห็นอาการทางคลินิก ดังนั้น เมื่อเราเห็นอาการทางคลินิกแล้วปริมาณไวรัสก็เริ่มลดน้อยลง จึงเป็นการยากที่จะเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะแยกเชื้อไวรัส ในการเก็บตัวอย่างแนะนำให้ทำการสวอปบริเวณเพดานปากอย่างน้อยจำนวน 25 ตัว/โรงเรือน และทำการแช่เย็นทันทีก่อนส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ 

แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ  

เอกสารอ้างอิง  

  • https://www.thepoultrysite.com/articles/surveillance-of-circulating-ibv-types-essential-for-disease-control  
  • https://www.thepoultrysite.com/publications/diseases-of-poultry/194/infectious-bronchitis-ib 
Posted on

เก๊าท์ในสัตว์ปีก

สัตว์ปีกในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมหลายอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในแง่ของการผลิตเนื้อสัตว์และไข่ให้ดีขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวไก่ ได้แก่ โภชนาการ การจัดการ และสุขภาพของสัตว์ จำเป็นต้องเหมาะสมที่สุด เพื่อส่งผลให้ไก่สามารถแสดงศักยภาพทางพันธุกรรมในระดับสูงสุดและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  การมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงพันธุ์โดยใช้การผลิตเนื้อและไข่เป็นตัวชี้วัด โดยมองข้ามความสำคัญของอวัยวะภายในทำให้เกิดความผิดปกติของการเมตาบอลิซึม (metabolic disorders) ในสัตว์ปีกมากขึ้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้ปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพผิดปกติอาจเกิดจากการทำงานที่ไม่เหมาะสมของอวัยวะได้แก่ ไต ตับ หัวใจ และปอดได้

ไตเป็นหนึ่งในอวัยวะภายในสำคัญที่ทำหน้าที่เมตาบอลิซึมและขับของเสียออกมา เพื่อรักษาสมดุลองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในร่างกาย  ร่วมกับการควบคุมความดันโลหิต ปริมาณเลือด การรักษาของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ การทำงานของไตจะได้รับผลกระทบเมื่อเป็นโรคหรือเกิดความผิดปกติของระบบในร่างกาย  หนึ่งในความผิดปกติของการเมตาบอลิซึมที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของไตในสัตว์ปีก คือ โรคเก๊าท์

ประเภทของโรคเก๊าท์

กรดยูริคเป็นผลผลิต (end product) จากการเมตาบอลิซึมพิรีน (purine)และโปรตีนในสัตว์ปีก กรดยูริคก่อตัวขึ้นในตับและขับออกมาทางไต สัตว์ปีกเป็น uricotelic ไม่มีเอมไซม์ยูริคเอส (uricase) ก่อนที่จะกำจัดยูริคออกจากร่างกาย จะมีการดูดน้ำกลับคืนได้เกือบหมด และการกำจัดกรดยูริคจะถูกขับมาพร้อมกับมูล ทำให้มูลมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว (semisolid)ความผิดปกติใดๆที่ส่งผลกับการขับกรดยูริคจะโน้มนำไปสู่โรคเก๊าท์ ดังนั้นโรคเก๊าท์สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการผลิตกรดยูริคมากเกินความสามารถของไตในการขับออก หรือเนื่องจากการทำงานของไตที่ถูกทำให้ไม่สามารถขับกรดยูริคที่ผลิตออกมาได้ (มักพบว่าเกิดจากสาเหตุหลังมากกว่า) นอกจากนี้การขับออกของกรดยูริคที่ลดลงนำไปสู่การสะสมในเลือดและของเหลวในร่างกายสิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสให้เกิดการตกตะกอนของยูริคในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง อาจตายจากกรดยูริคในเลือดสูง และ/หรือ จากการสะสมของกรดยูริคในเนื้อเยื่อจนทำให้เกิดความเสียหาย

เราสามารถแบ่งประเภทของโรคเก๊าท์ตามบริเวณที่กรดยูริคสะสม ออกเป็น

Visceral gout : การสะสมของผลึกกรดยูริคในอวัยวะภายในเช่นไตตับหัวใจและลำไส้ซึ่งพบได้บ่อยและเป็นรูปแบบเฉียบพลัน ทำให้เกิดการตายอย่างมากในสัตว์ปีก (15-35%)มักพบในสัตว์ปีกอายุน้อย

Articular gout : การสะสมของผลึกกรดยูริคในข้อต่อเอ็นและปลอกเอ็นเป็นโรคเก๊าท์ชนิดเรื้อรัง และมีความบกพร่องทางพันธุกรรมมักไม่ค่อยเห็นในสัตว์ปีก

โรคเก๊าท์ ทั้งสองประเภทจะพบผลึกสีขาว ที่เรียกว่า tophi และเมื่อวัดระดับของกรดยูริคในกระแสเลือดในสัตว์ปีกที่เป็นโรคเก๊าท์ อาจมีค่าสูงถึง 44 mg/100 ml(ปกติ 5-7 mg/100 ml)

อาการของโรคเก๊าท์

มีอาการแสดงออกทั่วไปและไม่เฉพาะเจาะจง เช่น พบอาการ ซึม กินอาหารลดลง ขนยุ่ง ผอมแห้ง อ่อนแรง ตูดแฉะ ลำไส้อักเสบ ซึ่งไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าเป็นโรคเก๊าท์ การวินิจฉัยที่เฉพาะเจาะจงคือ การผ่าซากแล้วพบการสะสมของผลึกยูเรตในอวัยวะภายในรวมถึงมีการขยายตัวผิดปกติของอวัยวะภายใน ถุงน้ำดีและการขยายใหญ่ของไตจากการสะสมของยูเรต

สาเหตุของโรคเก๊าท์

มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องในสาเหตุของโรคเก๊าท์ ได้แก่ โภชนาการ การติดเชื้อ การจัดการ และปัจจัยอื่นๆ เป็นต้น

โภชนาการ

แร่ธาตุ

•อัตราส่วน แคลเซียม: ฟอสฟอรัส –อาหารที่มีแคลเซียมที่สูง ฟอสฟอรัสต่ำ ทำให้เกิดการตกผลึกของแคลเซียม-โซเดียม-ยูเรต (calcium-sodium-urate crystals)ฟอสฟอรัสทำหน้าที่ให้ในปัสสาวะเป็นกรดและฟอสฟอรัสต่ำจะทำให้การก่อตัวของผลึกเกลือยูเรตมากขึ้น

•โซเดียม-โซเดียมทำให้ไตทำงานหนักและเกิดพิษต่อไต การใส่โซเดียมไบคาร์บอเนตมากเกินไปจะเพิ่มความเป็นด่างของปัสสาวะทำให้เกิดนิ่วในไตน้ำกระด้างที่มีปริมาณเกลือสูงจะทำให้ไตทำงานหนัก

•ซัลเฟต -ลดการดูดกลับของแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมเกิน

วิตามิน

•ระดับของวิตามิน D3 สูงเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ซึ่งเป็นผลส่งเสริมให้เกิดการจับตัวของผลึกยูเรต

•การขาดวิตามินเอเป็นเวลานานทำให้เกิดการลอกของเยื่อบุผิวท่อไตและเกิดการอุดตันตามมาทำให้เกิดการสะสมของเกลือยูเรตในไตอย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์เนื่องจากวิตามินในภาคสนามพบไม่บ่อยนัก

โปรตีน

•ไตที่ปกติจะไม่ได้รับผลกระทบจากระดับโปรตีนในอาหารที่สูงอย่างไรก็ตามในกรณีที่ไตเกิดความเสียหายอยู่แล้วอาหารที่มีโปรตีนหยาบ(crude protein) มากกว่าร้อยละ30 อาจเป็นอันตรายได้สิ่งนี้นำไปสู่การผลิตกรดยูริคที่มากเกินไปซึ่งจะส่งผลลบต่อการทำงานของไต

•การเพิ่มโปรตีนด้วยการปลอมปนยูเรีย เพื่อเป็นการเพิ่มองค์ประกอบของไนโตรเจน ส่งผลให้เพิ่มการผลิตกรดยูริคเมื่อประกอบกับไตที่มีความเสียหาย จะสามารถนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้

การติดเชื้อ

การติดเชื้อไวรัส

•ไวรัสหลอดลมอักเสบติดต่อ (IBV) –ไวรัสหลอดลออักเสบติดต่อ สายพันธุ์ที่มีผลต่อไต (nephropathogenic strains of IBV) ส่งผลกระทบต่อไตที่นำไปสู่การเกิดการอักเสบ ทำให้อัตราการตายสูง

•Avian astrovirus –ไวรัสนี้มีสองสายพันธุ์คือ avian nephritis virus(ANV) และ chicken astrovirus (CAstV)ทั้งสองชนิดมีผลทำลายที่ไต ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต นำไปสู่การสะสมกรดยูริคในส่วนต่างๆของร่างกายพบว่าในลูกไก่SPF ที่ติดเชื้อ ANVจะเกิดภาวะไตอักเสบเฉียบพลันและรอยโรคที่ไตในทำนองเดียวกันงานทดลองป้อนเชื้อCAstVแก่ลูกไก่SPFก็ทำให้เกิดอาการเก๊าท์ได้นอกจากนี้ยังสามารถแยกเชื้อ CAstV ได้จากลูกไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มโดยไวรัสกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อทางvertical ได้

•โรคกัมโบโร(IBD) -ถึงแม้จะไม่มากนักแต่พบว่าโรคนี้ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้

สารพิษจากเชื้อรา

•Ochratoxin, citrinin และยาฆ่าแมลง : ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างจำนวนมากมีผลต่อเนื้อเยื่อไตทำให้เกิดการอักเสบของไตและท่อไต

การจัดการ

การให้น้ำ

•อุณหภูมิกกที่ไม่เหมาะสม –อุณหภูมิกกที่สูงหรือต่ำเกินไป ความร้อนหรือหนาวจัด มีผลต่อการกินน้ำของไก่ และเพิ่มโอกาสในการเกิดโรค

•จำนวนกระติกน้ำ/ไม่เพียงพอ

•ความสูงของอุปกรณ์ให้น้ำ ระดับและจำนวนหัวนิปเปิลที่ไม่เหมาะสม

•การอดน้ำก่อนให้วัคซีน

•ค่า pH ของน้ำต่ำเกินไป ทำให้ไก่กินน้ำลดลงหรือเกิดการระคายเคืองเยื่อบุผิว

ปัญหาการจัดการอื่นที่ต้องพิจารณาอันจะส่งผลต่อการกินน้ำ จะรวมไปถึงการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาอุณหภูมิความชื้นและการไหลเวียนของอากาศที่ถูกต้อง

สาเหตุอื่น

ยาและสารเคมี

•ยาปฏิชีวนะที่ถูกขับออกทางไต ทำให้ไตทำงานมากขึ้น รวมไปถึงการให้ยาในปริมาณสูงกว่าที่กำหนด

•ฟีนอลและอนุพันธ์ของครีซอล เมื่อใช้อย่างไม่ถูกต้องจะมีพิษที่ตกค้างในไต

•ปริมาณทองแดงซัลเฟตในน้ำที่สูงสามารถนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้ จากการกินน้ำของไก่ที่ลดลง

•การอุดตันในท่อไตของไก่เป็นสาเหตุที่อาจโน้มนำให้เกิดโรคได้

การป้องกันและควบคุมโรคเก๊าท์

มาตรการป้องกันควรประกอบด้วยวิธีการแบบองค์รวมที่มีต่อการจัดการโรคเก๊าท์ตั้งแต่ระดับพ่อแม่พันธุ์จนถึงฟาร์มไก่กระทง

การจัดการด้านสุขภาพ :โรค

•จัดโปรแกรมการทำวัคซีนโรคหลอดลมอักเสบ (IB) ทั้งในผู้พ่อแม่พันธุ์และในไก่กระทงให้เหมาะสมกับพื้นที่ในเขตที่มีโรคหลอดลมอักเสบเป็นโรคประจำถิ่น การทำสเปรย์วัคซีนที่โรงฟักที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการทำวัคซีนที่มีสายพันธุ์ที่มีผลกับไต (nephrotropicstrain) ที่อายุ1หรือ 4วันร่วมด้วยจะให้ผลดียิ่งขึ้นในไก่กระทง

•พิจารณาทำวัคซีนavian astrovirus (ทั้ง ANV และCAstV)ในฝูงพ่อแม่พันธุ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสสู่ลูก(vertical transmission)

•มีการจัดการสารพิษจากเชื้อราในอาหารตั้งแต่การคัดกรองวัตถุดิบที่เหมาะสมและการเก็บรักษาวัตถุดิบเหล่านั้น มีการเติมสารจับสารพิษจากเชื้อรา(toxin binder) ที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม

•การใช้ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ สารเคมี ยาฆ่าแมลง จะต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อลดภาระการทำงานของไต

การจัดการโรงฟัก

•การเก็บและจัดการไข่ก่อนเข้าฟัก การสภาพแวดล้อมในการฟัก ทั้งอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสียน้ำที่มากเกินไป

•เมื่อลูกไก่ฟักออกจากมาแล้วไม่ควรเก็บลูกไก่ไว้นานโดยไม่ให้น้ำและไม่ขนส่งไกลจนเกินไป

การจัดการอาหารและน้ำ

•อาหารที่ให้ต้องมีการจัดอัตราส่วนของแคลเซียม :ฟอสฟอรัสที่สมดุล

•ปรับสมดุลอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะการให้ปริมาณโซเดียมในอาหารและน้ำรวมกันไม่เกิน0.5%ลดการให้โซเดียมไบคาร์บอเนตในกรณีที่เกิดโรคเก๊าท์ ส่วนการเติมอิเล็กโทรไลต์เพิ่มในน้ำที่ไก่กินจะช่วยในการล้างผลึกกรดยูริค สามารถควบคุมการตายได้ในระดับหนึ่งการให้กินสารละลายน้ำตาล (น้ำเชื่อม)ก็มีประโยชน์เช่นกัน

•ระมัดระวังอาหารที่มีการเพิ่มโปรตีนด้วยการปลอมปนด้วยยูเรีย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มการผลิตกรดยูริคควรทำการเจือจางอาหารสัตว์เมื่อเป็นโรคเก๊าท์ด้วยการเพิ่มสัดส่วนหรือเปลี่ยนวัตถุดิบทดแทนด้วยวัตถุดิบที่มาจากธัญพืชล้วน(ข้าวโพดบด)เป็นเวลา3-5 วันเพื่อลดการทำงานของไตในการขับกรดยูริค

•จำนวนอุปกรณ์ให้น้ำต้องเพียงพอและมีน้ำตลอดเวลา

•การเพิ่มสภาวะเป็นกรด เช่น เติมน้ำส้มสายชู โพแทสเซียมคลอไรด์ แอมโมเนียมคลอไรด์ และแอมโมเนียมซัลเฟตในน้ำอาหารสัตว์เพื่อการลดอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์

ข้อสรุป

การจัดการพ่อแม่พันธุ์พร้อมกับการจัดการฟาร์มและโรงฟักเป็นอีกจุดสำคัญในการป้องกันโรคเก๊าท์ควรมีการจัดการและมีอุปกรณ์การให้น้ำที่เพียงพอ เพื่อการลดการการแห้งน้ำ การขาดน้ำระหว่างเลี้ยง นอกจากนี้อาจพิจารณาเติมสารต่างๆ เพื่อปรับสมดุลของแร่ธาตุและอิเล็คโตรไลต์ การเพิ่มหรือกระตุ้นการกินน้ำก็เป็นการลดความเสียหายจากการเกิดโรค

แปลและเรียบเรียงโดย           สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง                     Mitchell,A. 2015.Gout management in poultry. [Online]. Available: https://thepoultrysite.com/articles/gout-management-in-poultry

Posted on

การฆ่าเชื้อ Salmonella Enteritidis บนผิวเปลือกไข่ด้วย SAEW และUV-C

Salmonella Enteritidis เป็นเชื้อก่อโรคสำคัญทั้งในคนและสัตว์ปีก การติดเชื้อในคนส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารในกลุ่มของเนื้อและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก กว่า 75% เกิดจากการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งการปนเปื้อน Salmonella Enteritidis ในไข่ไก่นั้นเกิดได้จากการปนเปื้อนเชื้อในระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่ มูลไก่ และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ในปัจจุบันมีการนำสารเคมีหลากหลายชนิดเข้ามาใช้เพื่อฆ่าเชื้อก่อโรคบนผิวเปลือกไข่ก่อนบรรจุภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด อาทิเช่น การล้างไข่ไก่ด้วยน้ำผสมคลอรีนเข้มข้น น้ำอุ่น หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) อย่างไรก็ตาม สารเคมีเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดในการใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตกค้าง ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อที่จำกัด และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังทำลายชั้น cuticle บนฟองไข่ ส่งผลให้เชื้อก่อโรคต่างๆ เข้าสู่ภายในได้ง่ายขึ้น จึงทำให้วิธีเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าใดนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดหรือกำจัด Salmonella Enteritidis ในไข่ไก่โดยที่มีความปลอดภัยต่อคน การฆ่าเชื้อ Salmonella Enteritidis บนผิวเปลือกไข่ด้วย SAEW และUV-C

Slightly acidic electrolyzed water หรือ SAEW (pH 5.0 –6.5) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นวิธีฆ่าเชื้อซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีการศึกษาประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ด้วย SAEW กันมากขึ้น โดยในปี 2009 Cao และคณะพบว่า เมื่อนำ SAEW ที่ความเข้มข้นคลอรีน 15 mg/L สามารถฆ่าเชื้อ Salmonella Enteritidis ปริมาณ 6.5 log10CFU/g โดยใช้เวลา 3 นาที ในปี 2014 Ni และคณะ พบว่า การฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ด้วย SAEW ที่ความเข้มข้นคลอรีน 80 และ100mg/L มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้คลอรีนไดออกไซด์ (ClO2) และNaClO ล่าสุดในปี 2019 Zang และคณะ พบว่า การใช้ SAEW ในการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ลดการสูญเสียน้ำและ CO2 จากฟองไข่ผ่านทาง eggshell pores อย่างไรก็ตาม SAEWยังมีข้อจำกัดเช่นกัน ทั้งในเรื่องของระยะการล้างฟองไข่ที่ค่อนข้างนาน การใช้ความเข้มข้นคลอรีนสูง และประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อลดลงเมื่อมีมูลไก่ปนเปื้อนบนฟองไข่ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีมาช่วยเสริมประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ

ตัวเลือกที่น่าสนใจก็คือ การใช้แสง UV-C(ultraviolet lamp, λ= 254 nm) ซึ่งมีความสามารถในการฆ่าเชื้ออยู่แล้ว อ้างอิงจากปี 2002 Chavez และคณะ พบว่า แสง UV-C สามารถฆ่าเชื้อบน total aerobic plate count (APC) จากเปลือกไข่ ที่ 7.35 mW/cm2 เป็นเวลา 30 และ 60วินาที นอกจากนี้ยังมีการศึกษาประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ด้วย UV + H2O2, UV + Cl2 และ UV + Ozone ซึ่งได้ผลที่ค่อนข้างดี ดังนั้น ในปี 2019 Sh.Bing และคณะ จึงได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ Salmonella Enteritidis บนผิวเปลือกไข่โดยใช้ SAEW ร่วมกับแสง UV-C (10 mW/cm2) โดยผลการทดลองเป็นดังนี้

ผลการศึกษาการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ที่ปนเปื้อน Salmonella Enteritidis โดยเริ่มต้นด้วยปริมาณเชื้อ 6.54 ± 0.11 log10CFU/g พบว่า SAEW ที่ความเข้มข้นคลอรีน 20mg/L เป็นเวลา 4 นาที สามารถลดเชื้อจนอยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ และเมื่อใช้ SAEW ต่อเนื่องร่วมกับแสง UV-C จะเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้ออย่างมีนัยสำคัญที่ความเข้มข้นคลอรีน และเวลาเท่ากัน ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1ผลการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ที่ปนเปื้อน Salmonella Enteritidis ปริมาณเชื้อเริ่มต้น6.54 ± 0.11 log10CFU/g โดยแต่ละกลุ่มใช้ SAEW ที่มีความเข้มข้นคลอรีน และใช้เวลาฆ่าเชื้อต่างกัน ทดสอบร่วมและเปรียบเทียบกับแสง UV

 ผลการศึกษาการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ที่เปื้อนมูล โดยเริ่มต้นด้วยปริมาณเชื้อ Salmonella Enteritidis 6.53 ± 0.11 log10CFU/g พบว่าเมื่อใช้ SAEW ที่ความเข้มข้นคลอรีน 30 mg/L ต่อเนื่องร่วมกับแสง UV-C เป็นเวลา 4 นาที สามารถลดเชื้อได้ 3.02 log น้อยกว่าการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ที่สะอาด เนื่องจากมูลไก่จะปกป้องเชื้อไม่ให้สัมผัสกับแสง UV-C โดยตรง ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่ที่เปื้อนมูล และปนเปื้อน Salmonella Enteritidis ปริมาณเชื้อเริ่มต้น 6.53± 0.11 log10CFU/g โดยแต่ละกลุ่มใช้ SAEW ที่มีความเข้มข้นคลอรีนและใช้เวลาฆ่าเชื้อต่างกัน ทดสอบร่วมและเปรียบเทียบกับแสง UV

ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ Salmonella Enteritidis บนผิวเปลือกไข่ด้วย SAEW ต่อเนื่องร่วมกับแสง UV-C เกิดจากการสร้าง –OH โดยกระบวนการ photooxidation คลอรีนภายใต้แสง UV-C ดังรูปที่ 1 จากนั้น -OHเหล่านี้ จะไปทำลายความแข็งแรงของ cell membrane จนเข้าสู่ภายในเซลล์ เข้าไปยับยั้งการทำงานของ enzyme และทำลายองค์ประกอบภายในเซลล์ นอกจากนี้ยังมีการสร้าง ozone จากกระบวนการ photolysis OCl- เพื่อประสิทธิภาพการฆ่าเชื้ออีกทางหนึ่ง โดยสรุปวิธีนี้เป็นวิธีการฆ่าเชื้อบนผิวเปลือกไข่อีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพดี ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพคน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ได้ในอนาคต

รูปที่1 กลไกของ SAEW ร่วมกับ UV ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Enteritidis ที่ใช้ทดสอบ

แปลและเรียบเรียงโดย             สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง                         Bing, SY, Zang YT, Li YJ and Shu DQ. 2019. The synergistic effects of slightly acidic electrolyzed water and UV-C light on the inactivation of Salmonella Enteritidis on contaminated eggshells. Poultry Sciences. 98(12):6914-6920.

Posted on

รู้จักแสงยูวี ที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรค

สวัสดีครับ สำหรับ AHBDA Forum ฉบับนืจะเป็นการพูดถึงอีกมุมมองหนึ่งของการฆ่าเชื้อ ที่มาใช้จัดการกับเชื้อโรคโดยเฉพาะเจ้าเชื้อ COVID -19 ในคน และ ASF ในสุกร เทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงครั้งนี้ คือ แสงยูวี (Ultra violet)

แสง ยูวี (ultra violet)

โดยธรรมชาติ  แสงจากดวงอาทิตย์จะประกอบ ไปด้วยรังสี 2 ส่วนคือ

     1.รังสีที่มองเห็นได้ กับที่มองไม่เห็นได้  ที่มองเห็นได้จะมี 7 สี แต่จะสามารถมองเห็นได้เมื่อมีความชื้นสูง ที่เรียกว่า “รุ้งกินน้ำ”  นั่นเอง

     2. รังสีส่วนที่มองไม่เห็น คือ พลังงานในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาจากดวงอาทิตย์ มี 2 ส่วนคือ

     2.1. รังสี UV หรือ Ultra Violet ทำให้เกิดการเผาไหม้ มีพลังงานคิดเป็น 3% ของพลังงานทั้งหมด

     2.2 รังสี Infrared ทำให้เกิด ความร้อน คิดเป็น 53% ของพลังงานทั้งหมดที่มาจากดวงอาทิตย์




ภาพที่1  แสดงการจำแนกความยาวของคลื่นแสงต่างๆ

ระดับความเข้มข้นของ UV แบ่ง ตามความเข้มข้น ได้ 3 ระดับ

UVA (315-400 nm) มีอยู่มากกว่า 90% ของรังสีที่ส่องมายังโลก เป็นแสงยูวีที่ส่องลงมาถึงพื้นผิวโลกมากที่สุด  สามารถทะลุผ่านผิวหนังของมนุษย์  สามารถทำให้เกิดการสูงวัยของผิว(Photo aging) ถึง 80% เกิดจุดรอบด่างดำ รอยเหี่ยวย่นได้ บนใบหน้า ถูกดูดซึมในบรรยากาศเล็กน้อย

UVB(280-315nm)มีอยู่ประมาณ 5% ของรังสี เป็นแสงที่สามารถทำลายต่อDNA ในผิวหนังมนุษย์ โดยแสง UV ชนิดนี้เป็นสาเหตุของอาการผิวไหม้หรือแม้แต่การเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง ถูกดูดซึมเป็นบางส่วน

UVC (100-280nm) เป็นแสงที่มีคลื่นสั้นและมีพลังงาน มากที่สุด โดยเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกประเภท แม้กระทั่งไวรัสขนาดเล็ก  ในธรรมชาติแสงชนิดนี้จะถูกสกัดและกรองออกไปในชั้นบรรยากาศโดย โอโซน ก่อนจะมาถึงพื้นโลกและผิวของเรา ถูกดูดซึมในชั้นบรรยากาศเกือบหมด  ช่วงความยาว 200-280 nm นิยมนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ

รังสี UV สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างไร ?

ภาพที่2  แสดงการเข้าทำลายระดับDNA ของรังสี UVC และเขื้อโรคต่างๆที่รังสีเข้าไปทำลาย

UV แสงยูวีที่นำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคนั้น เกิดมาจากการสังเคราะห์ UVC ขึ้นเอง นั้นก็คือระบบ “UVGI” (Ultraviolet Germicidal Irradiation) หรือ ระบบการใช้แสงยูวีที่มีความเข้มข้นสูงพิเศษ (Germicidal Range) เพื่อฆ่าและทำลายเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Virus Bacteria Fungi และ Yeast & Mold ที่อยู่บนพื้นผิวและในอากาศ หากเชื้อโรคต่างๆได้รับปริมาณแสง UVC ในระยะเวลาที่เพียงพอ แสงยูวีจะทะลุเข้าไปใน DNA ของเชื้อโรค ทำลาย DNA และพันธะของคาร์บอน จนทำให้เซลล์เชื้อโรคตาย                          

Text Box: ภาพที่2  แสดงการเข้าทำลายระดับDNA ของรังสี UVC และเขื้อโรคต่างๆที่รังสีเข้าไปทำลาย

รูปแบบการนำUV มาใช้ คือ

1.การนำมาฆ่าเชื้อในอากาศ สามารถใช้ฆ่าเชื้อที่อยู่ในระบบปิด ไม่มีการเคลื่อนไหวของอากาศ โดยจะต้องมีการออกแบบให้บริเวณที่ต้องฆ่าเชื้อสัมผัสกับรังสีอย่างทั่วถึง หรือใช้การหมุนเวียนอากาศให้ผ่านหลอดกำเนิดรังสี เป็นต้น

2.การนำมาฆ่าเชื้อในน้ำ สามารถใช้ยูวีซีในการฆ่าเชื้อที่ปะปนอยู่ในน้ำได้โดยอาศัยการหมุนวนของน้ำผ่านหลอดกำเนิดรังสียูวีซีภายในระยะเวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้รังสีทำลายเชื้อโรคได้หมด นอกจากนี้รังวียูวีซียังสามารถกำจัดคลอรีนหรือสารกลุ่มคลอรามีนที่ปะปนอยู่ในน้ำได้ด้วย อย่างไรก็ตามยูวีซีไม่สามารถกำจัดสารอินทรีย์ และอนินทรีย์หรืออนุภาคต่างๆ ที่ปะปนในน้ำได้

3 การนำมาฆ่าเชื้อที่บริวณพื้น สามารถใช้รังสียูวีชีในการฆ่าเชื้อที่อยู่บนพื้นผิววัสดุ โดยรังสียูวีซีที่ใช้ต้องมีความเข้มของรังสี ระยะห่าง และระยะเวลาที่ใช้ต้องมีความเหมาะสมตามแต่ละชนิดของเชื้อที่ต้องการทำลายจึงจะสามารถทำลายเชื้อได้

ข้อดีของUV ในการฆ่าเชื้อโรค

1.ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคค่อนข้างกว้างขวาง ได้ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ถึงระดับ DNA

2.ได้รับการรับรองและถูกใช้กันแพร่หลาย ในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร 

3.สามารถใช้ได้กับทุกสภาพพื้นผิวที่แสงสัมผัส เช่น แก้ว ซิลิโคน  ไม้ เป็นต้น

ข้อจำกัดของ UV ในการฆ่าเชื้อโรค

1 ไม่สามารถสัมผัสแสงยูวีได้โดยตรง โดยเฉพาะดวงตา กับผิวหนัง  ปัจจุบันได้มีการพัฒนาใช้แสง UV ที่ 222 nm หรือที่เรียกว่า Far –UVC light ให้เป็นอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังลดลง

2. ทำได้เฉพาะในระบบปิด ที่แสงเข้าถึง  ถ้าในระบบเปิดจะทำให้ความเข้มแสงลดลง

UV นำมาใช้การฆ่าเชื้อโรคในอุตสาหกรรมต่างๆ

การฆ่าเชื้อในน้ำดื่ม
การฆ่าเชื้อในอากาศและพื้นผิว เช่นห้องผสมเทียม

   ปัจจุบัน แสงUV มีการนำมาใช้กับวงการปศุสัตว์มากขึ้น เช่น ทำความสะอาดในห้องโดยสารรถ    การมีหลอด UV ใช้สำหรับฆ่าเชื้อในแต่ละห้องที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ การฆ่าเชื้อในน้ำดื่มแทนคลอรีน เป็นต้น จึงเป็นเทคโนโลยีที่ประหยัดและมีการพัฒนาให้ใช้สะดวกมากขึ้น  สำหรับฉบับหน้าเรามาดูการฆ่าเชื้อด้วยไอออน หรือประจุไฟฟ้า กัน ขอบคุณครับ

เรียบเรียงโดย

น.สพ. จักรกฤษณ์ ประเสริฐ

Posted on

ผลกระทบด้านฤดูกาลต่อไก่เนื้อพันธุ์โตช้า

เนื่องจากความต้องการบริโภคไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้า (slower growing chickens) ที่มากขึ้นในหลายประเทศ ขณะที่การเลี้ยงไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้า จำเป็นต้องคำนึงถึงปริมาณอาหารกับอุณหภูมิในสภาพแวดล้อมมากกว่าการเลี้ยงไก่เนื้อสายพันธุ์โตเร็ว จึงเป็นความท้าทายในการจัดการการเลี้ยง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ตั้งของการเลี้ยงไก่เนื้อ เพื่อรองรับการเลี้ยงไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้าในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นตลาดยังมีความต้องการทราบถึงค่าองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับเนื้อไก่ชนิดนี้เพื่อที่จะได้คำนวนหาปริมาณโปรตีนให้กับผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันผู้ผลิตเองก็ต้องการหาวิธีการเลี้ยงเพื่อตอบโจทย์ในด้านอัตราการเจริญเติบโตที่เหมาะสมกับน้ำหนักจับ เพื่อควบคุมต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน

ผลของความแตกต่างด้านอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมต่อการเลี้ยงไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้า

เนื่องจากไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้า จะถูกคัดเลือกจากสายพันธุ์ที่มีอัตราการเจริญเติบโต อัตราการแลกเนื้อ และน้ำหนักเนื้อจับออกที่ดีมากอยู่แล้ว ดังนั้นน้ำหนักไก่จึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่คำนึงถึง แต่ไก่เนื้อที่โตช้าจะมีปริมาณการกินอาหารที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เมื่ออุณหภูมิภายในโรงเรือนเพิ่มสูงขึ้น ไก่จะมีปริมาณการกินอาหารลดลง และทำให้การเจริญเติบโตชะงัก ขณะที่เมื่ออุณหภูมิลดลงในฤดูหนาว ไก่จะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีพลังงานมาใช้ในการรักษาสมดุลของร่างกาย ส่งผลให้ได้รับโปรตีนจากอาหารมากขึ้นและโตเร็วขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในการเลี้ยงไก่แบบปล่อย (free-range) ที่ไก่มีการสัมผัสกับอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมโดยตรง เมื่ออุณหภูมิสูงในช่วงกลางวันมากกว่า 35°C และกลางคืนมากกว่า 20°C จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่มากขึ้น ซึ่งช่วงของอุณหภูมิดังกล่าว สามารถพบได้ในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งความแตกต่างของจำนวนวันที่มีอุณหภูมิสูงของแต่ละพื้นที่ ก็จะส่งผลถึงน้ำหนักและจำนวนวันที่เลี้ยงไก่ที่ต่างกันมาก ตั้งแต่ 1-7 วัน

ดังนั้น จึงมีเทคนิคต่างๆที่จะช่วยให้เราควบคุมอัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว เช่น การจัดการด้านอาหาร (feed dilution, mash feed และmeal feeding) ควบคู่กับการจัดการแสง และการบันทึกข้อมูลน้ำหนักไก่ ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนตลอดการเลี้ยง ส่วนในการเลี้ยงในช่วงฤดูร้อนจำเป็นต้องมีการจัดการอาหารที่ดีมาช่วยด้วย เช่น การเลือกใช้อาหารเม็ดสั้นหรือมีการผสมไขมัน และปริมาณกรดอะมิโนเพิ่มขึ้น รวมทั้งการให้อาหารในช่วงกลางคืน เป็นต้น
ในไก่เนื้อสายพันธุ์โตเร็ว พลังงานที่ได้รับจากอาหารจะถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม 70% ผ่านการหายใจและการระบายความร้อน ในขณะที่ในไก่เนื้อสายพันธ์โตปานกลางจะมีการปล่อยพลังงานออกมาน้อยกว่าสายพันธุ์โตเร็ว 20% และไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้าจะมีการปล่อยพลังงานออกมาน้อยกว่าไก่เนื้อสายพันธุ์โตเร็วถึง 40% ในน้ำหนักตัวเท่ากัน (กราฟที่ 1) อันเนื่องมาจากปริมาณการกินอาหารต่อวันที่น้อยกว่าทำให้ไก่เนื้อสายพันธุ์โตเร็วมีน้ำหนักจับ 2 กิโลกรัม ได้ที่อายุ 30 วัน ขณะไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้าทำน้ำหนักที่เท่ากันได้ที่อายุประมาณ 70 วัน

กราฟที่ 1 ปริมาณพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมต่อชั่วโมงต่อไก่ 1ตัว

ดังนั้น ในการเลี้ยงไก่เนื้อสายพันธุ์โตช้า จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและทดลองในด้านการจัดการการเลี้ยงที่เหมาะสมกับสายพันธุ์ เพื่อให้ได้เนื้อไก่ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมต้นทุนให้ผู้ผลิตสามารถแข่งขันได้ต่อไป

แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง Toudic, C.2019. Addressing seasonal effect on slower growing chickens.  [Online]. Available: https://www.poultryworld.net/Meat/Articles/2019/10/Addressing-seasonal-effect-on-slower-growing-chickens-482598E/?fbclid=IwAR29yAVIoPMUo-tDOCogERnMH_81WRxSKmhgcnixRRCycn13E1dRr55P-us.

Posted on

ข้อปฏิบัติในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

เนื่องด้วยสถานะการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายมากขึ้น ทางคณะผู้บริหารธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์บก จึงมีมติให้เข้มงวดและดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งการเฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขและราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสจากคนสู่คนโดยเฉพาะพนักงานของธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์บก ดังนี้

1. การให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิค-19 และวิธีป้องกันในทุกช่องทางสื่อสาร ทั้งป้ายบริเวณทางเข้า-ออกอาคาร บอร์ดประชาสัมพันธ์

2. คัดกรองผู้ที่เข้ามาติดต่อและพนักงานที่เข้ามาทำงานในอาคาร ด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีประจำในทุกทางเข้าของสำนักงาน ไม่ควรนัดพบผู้ที่มาติดต่อ คู่ค้า ที่สำนักงาน ให้นัดพบ ณ สถานที่ภายนอกที่สะดวกและมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง (โดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อไวรัส เช่น ผู้ที่มาจากประเทศที่มีการระบาด)

3. จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการรักษาความสะอาด เช่น สบู่ล้างมือภายในห้องน้ำส่วนกลางทุกห้อง และแอลกอฮอลล์แบบเจล บริเวณทางเข้า-ออก สำนักงานทุกที่ (หมายเหตุ     แอลกอฮอลล์ เจล แนะนำให้เป็น เอทธิว แอลกอฮอลล์ 70% )

4. เข้มงวดด้านการรักษาความสะอาด โดยการทำความสะอาดจุดสัมผัสต่างๆในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน เช่น มือจับประตู ปุ่มกดลิฟต์ ห้องสันทนาการ ห้องออกกำลังกาย และทุกจุดสัมผัสในส่วนสันทนาการ เป็นประจำทุกวัน

5. การฉีดพ่นทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและการเช็ดทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะในอาคารที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน เช่น ห้องประชุม ห้องออกกำลังกาย ห้องน้ำ หรือแม้แต่บริเวณพื้นที่เปิดที่มีความเสื่ยงต่อการแพร่เชื้อ (หมายเหตุ :การทำความสะอาดตามข้อ 4 และ 5  ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่มควอเตอร์นารี่ แอมโมเนี่ยม คอมปาวด์ เช่น ไบโอเทน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อิน-เอ็กซ จำกัด  อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร)

6. พนักงานส่งสินค้า ให้พกพาเจลฆ่าเชื้อ หรือแอลกอฮอลล์เจลติดรถเพื่อใช้ทำความสะอาดมือก่อนและหลังส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าทุกครั้ง ทุกราย และทำความสะอาดรถพร้อมพ่มฆ่าเชื้อหลังจากกลับจากการปฏิบัติงานทุกวัน (หมายเหตุ : การพ่นฆ่าเชื้อรถขนส่ง ให้ใช้ ไบโอซอล 300  อัตราส่วน 1: 250 ฉีดพ่นด้วยหัวฉีดโฟมแรง ให้ทั่วทั้งคัน ทิ้งไว้  30 นาที แล้วจึงล้างน้ำออก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิค-19 และเชื้อโรคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อ African Swine Fever)

7. พนักงานทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัยและเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน และหากพบมีอาการป่วย ไอ เป็นไข้ ให้หยุดปฏิบัติงานทันที โดยให้พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรักษาจนกว่าจะหาย หรือกรณีเดินทางกลับจากต่างประเทศจะให้หยุดงานเพื่อเฝ้าระวัง 14 วัน

พนักงานทุกท่าน ควรติดตามข่าวสารและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงความเสื่ยงต่างๆ ในการติดเชื้อ ดูแลสุขอนามัยของตัวเองให้ดี เพื่อประโยชน์ต่อสังคม บริษัท และตนเอง

Posted on

“ไข่ดิบ” มีประโยชน์หรือมีโทษต่อร่างกายอย่างไร

“ไข่”  เป็นหนึ่งในอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานอาหารที่ทำจากไข่ปรุงสุก อย่างไรก็ตามสูตรอาหารบางประเภทนั้นยังคงต้องใช้ไข่ดิบเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำสลัด มายองเนส ขนม ไอศครีม และเครื่องดื่มบางชนิด เป็นต้น อีกทั้งยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่ชื่นชอบการรับประทานไข่ดิบอีกด้วย ทั้งนี้การรับประทานไข่ดิบมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณา ดังต่อไปนี้

ข้อดีของการรับประทานไข่ดิบ คือ สารอาหารในไข่ไม่สูญหายไปเนื่องจากความร้อนในการปรุงอาหาร โดยเฉพาะสาร Antioxidant และOmega fatty acid โดยข้อมูลจาก U.S. Department of Agriculture (USDA) พบว่า ไข่ดิบมีคุณค่าสารอาหารมากกว่าไข่ต้ม โดยมี Vitamin D มากกว่า 36%, Omega-3s มากกว่า 33%, DHA มากกว่า 33%, Lutein และZeaxanthin มากกว่า30%, Choline มากกว่า 23%, Biotin มากกว่า 20% และ Zinc มากกว่า 19% นอกจากนี้ไข่ดิบยังปราศจากสารประกอบ Glycotoxin ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากการใช้ความร้อนสูงในการปรุงอาหารมักพบในอาหารที่มีลักษณะไหม้ เป็นสารประกอบที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ

ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของการบริโภคไข่ดิบ คือ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียSalmonella ซึ่งเป็นเชื้อที่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ตามรายงานของ Food and Drug Administration (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการบริโภคไข่ที่ปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ทำให้มีผู้ป่วยกว่า 79,000 คน และเสียชีวิตกว่า 30 คนเป็นประจำทุกปี โดยมีอัตราการปนเปื้อนเชื้อในไข่อยู่ที่ 1:30,000 ฟอง และสามารถพบเชื้อได้ทั้งบนเปลือกและในฟองไข่ ทั้งนี้เชื้อ Salmonella สามารถปนเปื้อนไข่ได้โดยตรงผ่านทางระบบสืบพันธุ์ของแม่ไก่ หรือปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อนแตกต่างกันในไก่แต่ละฝูง ได้แก่ ความหนาแน่นของการเลี้ยง อายุไก่ ระดับความเครียด การจัดการอาหารและน้ำ และการสุขาภิบาล เป็นต้น การทานไข่ปรุงสุกนอกจากจะลดการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella แล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากไข่มากกว่าการรับประทานแบบดิบ โดยพบว่าโปรตีนในไข่สุกสามารถถูกย่อยและดูดซึมได้มากกว่า 80% ในขณะที่ไข่ดิบทำได้เพียง 50% นอกจากนี้ความร้อนยังช่วยทำลายโปรตีนที่ชื่อว่า Avidin ซึ่งพบมากในไข่ขาวดิบ โดย Avidin มีความสามารถในการจับ VitaminB7 (Biotin) ซึ่งพบมากในไข่แดง ส่งผลให้ Biotin ไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก ซึ่ง Biotin นี้ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ในการสร้าง Glucose และกรดไขมันภายในร่างกาย

ตามข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การรับประทานไข่ดิบนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่นิยมรับประทานไข่ดิบ ทาง USDA แนะนำให้รับประทานไข่ที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งสามารถลดการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางอาหาร หรือรสชาติของไข่

แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง

– Lama, SC. 2019. The Safe and Healthy Way to Eat Raw Eggs. [Online]. Available: https://www.livestrong.com/article/423583-is-it-healthy-to-eat-raw-eggs/

– Caporuscio, J. 2019. What to know about eating raw eggs. [Online]. Available: https://www.medicalnewstoday.com/articles/325515.php

Posted on

การฆ่าเชื้อในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในฟาร์มสัตว์ปีก

น้ำสะอาดปราศจากเชื้อก่อโรคจัดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการเลี้ยงไก่ คุณภาพน้ำกินที่ดีสำหรับให้ไก่ส่งผลต่อสุขภาพของตัวไก่ ประสิทธิภาพการผลิต รวมไปถึงสวัสดิภาพสัตว์ขั้นพื้นฐานที่ไก่ควรจะได้รับอย่างเพียงพอต่อความต้องการตลอดระยะการเลี้ยง ดังนั้นกระบวนการฆ่าเชื้อน้ำตั้งแต่ขั้นตอนก่อนลงเลี้ยงไก่จนตลอดระยะเวลาการเลี้ยง จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรวมทั้งเกษตรกรต้องตระหนักถึง และให้ความสำคัญ ดังนี้

1. ใช้คลอรีนหรือสารฆ่าเชื้ออื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพสำหรับฆ่าเชื้อน้ำให้ไก่กินตลอดการเลี้ยง

2. เลือกใช้สารฆ่าเชื้อน้ำที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายราคาประหยัด สามารถทดสอบทางห้องปฏิบัติการได้ สามารถใช้ได้หลากหลาย รวมทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพไก่ด้วย

3. นอกจากการใช้คลอรีนสำหรับฆ่าเชื้อแล้ว ยังสามารถพิจารณาใช้สารฆ่าเชื้ออื่นๆ เช่น โอโซน(ozone), คลอรีนไดออกไซด์(chlorine dioxide), แสงยูวี(UV), กรด(certain acid) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์(hydrogen peroxide) ในการฆ่าเชื้อน้ำได้

การฆ่าเชื้อน้ำด้วยคลอรีน

คลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดในการฆ่าเชื้อน้ำสำหรับให้ไก่กิน โดยประโยชน์ของการฆ่าเชื้อน้ำด้วยคลอรีน คือเพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่อาจก่อโรคในไก่ซึ่งปะปนมากับน้ำ ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยค่าความเข้มข้นของคลอรีนอิสระที่แนะนำสำหรับน้ำไก่กินจะอยู่ที่ 3-5 ppm จึงจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ต้องมีการตรวจวัดค่าคลอรีนในน้ำที่ปลายสายอยู่เสมอเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำที่ไก่ได้รับยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ โดยคลอรีนเม็ด(Calcium hypochlorite (Ca(ClO)2) จะสามารถคงประสิทธิภาพได้ยาวนานกว่าคลอรีนน้ำ (Sodium hypochlorite (NaClO))

pH ของน้ำก็มีส่วนสำคัญต่อการออกฤทธิ์ของสารฆ่าเชื้อ โดยหากน้ำดิบมีค่า pH สูงกว่า 7 จะทำให้คลอรีนแตกตัวให้ OCl- มากกว่ากรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ ดังนั้นค่า pH น้ำที่สูงขึ้นจึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อก่อโรคของคลอรีนลดต่ำลง โดยการวัดค่า pH สามารถทำได้โดยใช้เครื่องมือวัดค่า pH หรือกระดาษสำหรับวัดค่า pH และอาจมีการตรวจวัดค่า oxidation reduction potential(ORP) ซึ่งเป็นค่าที่สามารถบ่งชี้ได้ว่ากระบวนการฆ่าเชื้อน้ำนั้นมีประสิทธิภาพร่วมด้วย ทั้งนี้ ค่า ORP ที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 700-800 mV

ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการฆ่าเชื้อน้ำด้วยคลอรีนนอกเหนือไปจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังมีอุณหภูมิของน้ำ ระยะเวลากักเก็บน้ำหลังฆ่าเชื้อ สารอินทรีย์อื่นๆที่อยู่ในน้ำ ค่าความกระด้างของน้ำซึ่งควรต่ำกว่า 400 ppm ชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในน้ำ รวมทั้งอายุและการเก็บรักษาคลอรีนก่อนนำมาใช้สำหรับการฆ่าเชื้อ เพื่อให้การฆ่าเชื้อน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การฆ่าเชื้อน้ำด้วยสารฆ่าเชื้ออื่นนอกเหนือจากคลอรีน

หากไม่สามารถใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อน้ำได้ ยังสามารถใช้สารในตารางด้านล่างเป็นทางเลือกในการฆ่าเชื้อน้ำสำหรับให้ไก่กินได้อีกด้วย

สารฆ่าเชื้อ ข้อดี ข้อเสีย
โอโซน ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ฆ่าเชื้อได้เฉพาะขณะที่ใช้เท่านั้น
คลอรีนไดออกไซด์ ฆ่าเชื้อน้ำได้ดี ออกฤทธิ์ได้ในสภาวะ pH กว้าง (4-9) ทำปฏิกิริยากับสารเคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ จำเป็นต้องใช้เฉพาะจุดที่ทำการฆ่าเชื้อเท่านั้น ราคาสูง
แสงยูวี สามารถใช้ฆ่าเชื้อน้ำได้ ฆ่าเชื้อได้เฉพาะขณะที่ใช้เท่านั้น
กรดไตรคลอโรไอโซไซยานูริค เป็นสารฆ่าเชื้อชนิดเข้มข้น ใช้ในการฆ่าเชื้อน้ำได้ ออกฤทธิ์ได้ในสภาวะ pH แคบ
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สามารถกำจัดไบโอฟิล์มได้ ไม่กัดกร่อนระบบให้น้ำไก่กิน ต้องระมัดระวังในการใช้

แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.สายสร้อย ส่องประเสริฐ

เอกสารอ้างอิง  https://thepoultrysite.com/articles/best-practice-on-the-farm-water-chlorination-during-production

Posted on

ธาตุเหล็กในลูกสุกร(ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ  สำหรับAHBDA Forum เรามาคุยกันถึงเรื่องธาตุเหล็กในลูกสุกรในมุมมองต่างๆ ครับ

ความสำคัญของธาตุเหล็ก

                    ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากต่อร่างกายลูกสุกรเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น   เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเลือด และการขนส่งออกซิเจน  โดยที่เป็นส่วนประกอบในด้านโลหิตวิทยาต่างๆดังนี้ครับ

                     1.ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) คือส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นโปรตีน สาคัญพบอยู่ในเม็ดเลือดแดงและช่วยนำาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย องค์ประกอบสาคัญของ เฮโมโกลบินคือ ฮีม (heme) ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ และทำาหน้าที่จับและปล่อยออกซิเจน ภาพที่1

                    2.ไมโอโกลบิน (myoglobin) มักพบในเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง

                    3.แลคโตเฟอร์ริน (lactoferrin) เป็นสารที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมายหลายชนิด สามารถพบ ได้ในน้ำนมที่หลั่งออกมาจากแม่

                      4. เฟอร์ริติน (ferritin) เป็นโปรตีนในเซลล์ทั่วไปที่สะสมธาตุเหล็กและปล่อยมันอย่างเป็นระบบ มีหน้าที่เป็นสารบัฟเฟอร์ เพื่อไม่ให้ขาดธาตุเหล็กหรือมีธาตุเหล็กเกิน และพบในเนื้อเยื่อโดยมาก แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่พบอยู่ในเลือด โดยทำาหน้าที่เป็นตัวขนส่งธาตุเหล็ก ระดับเฟอร์ริตินในเลือดยังเป็นตัวชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ของปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถตรวจสอบเพื่อวินิจฉัยภาวะเลือดจางจากสาเหตุการขาดธาตุเหล็ก (iron-deficiency anemia)

                     5.ฮีโมซิเดอริน (hemosiderin) คือสารสีแดงมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เกิดขึ้นเมื่เมตาบอลิซึม ของธาตุเหล็กผิดปกติ หรือร่างกายได้รับเหล็กมากเกินไปจากการถ่ายเลือด (blood transfuse) หรือร่างกาย ดูดซึมเหล็กมากเกินไป อาจพบธาตุเหล็กตกตะกอนได้ในตับและเนื้อเยื่อต่างๆ

ภาพที่ 1 แสดงธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Hemoglobin

         ปกติแล้วเลือดจะหมุนเวียนอยู่ภายในร่างกาย แต่อาจเกิดสาเหตุบางอย่างที่สามารถทำาให้ปริมาณ เลือดในร่างกายลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไป เช่น การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการต่อสู้กันของสุกร และโรคที่ เกี่ยวกับโลหิต ในโรคบางชนิดทำให้เกิดการสูญเสียเลือดออกจากร่างกาย อย่างเช่น การถ่ายเป็นมูกเลือด  เรามักจะพบปัญหาในลูกสุกรเป็นส่วนใหญ่

 สภาวะที่แสดงการขาดธาตุเหล็ก

         คือ การลดลงของความเข้มข้นของค่าฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และค่าเม็ดเลือดแดง (hematocrit) อย่างรวดเร็ว ภาวะโลหิตจางเกิดขึ้นหลังจาก เนื้อเยื่อที่เก็บสะสมธาตุ เหล็กในลูกสุกรแรกเกิดและปริมาณธาตุเหล็กที่ลูกสุกรได้รับจากน้ำนมแม่สุกร มีไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต        

สาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก

         ลูกสุกรแรกเกิดมีปริมาณธาตุเหล็กสะสมน้อย ในน้ำนมของแม่สุกรมีระดับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ โดยทั่วไปลูกสุกรแรกเกิดมีธาตุเหล็กสะสมประมาณ 50 มิลลิกรัมในขณะที่ลูกสุกรต้องการธาตุเหล็ก 7-10 มิลลิกรัมต่อวัน  ในน้ำนมของแม่สุกรให้ ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นหากไม่มีการเสริมธาตุเหล็กให้ลูกสุกรจะทำให้เกิดภาวะเลือดจางได้ภายใน 10-14 วันหลังคลอดนั่นเป็นที่มาของโปรแกรมการฉีดธาตุเหล็ก 200 มิลิกรัมต่อตัว(ภาพที่2)หลังเกิด 1-3 วันเพื่อให้เพียงพอแก่ลูกสุก

ภาพที่ 2 
ภาพที่ 3

          การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุทำให้สุกรแคระ แกร็น (ภาพที่ 3 ) ลดความต้านทานโรค ลดประสิทธิภาพการกินอาหาร รบกวนสมรรถภาพการสืบพันธุ์ รวมทั้งเกิดสภาวะ โลหิตจาง (anemia) และอาการท้องร่วงในสุกรและอาจตายได้นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็ก จะเพิ่มความรุนแรงของการติดเชื้อโรคบางชนิดได้เนื่องจากเสียเลือด

         จะเห็นว่าธาตุเหล็กมีความสำคัญมากในการเริ่มต้นสุขภาพของสุกร ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวต่อไป ฉบับหน้าเรามาติดตามการเปรียบเทียบการใช้ธาตุเหล็กในลูกสุกรด้วยวิธีต่างๆกันครับ

เรียบเรียงโดย น.สพ. จักรกฤษณ์ ประเสริฐ

ผลของการเสริมธาตุเหล็กต่อค่าโลหิตวิทยาในลูกสุกร : อรอนงค์ รักษา ,2560